แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทฤษฏี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทฤษฏี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

POS และ SOP

POS และ SOP


  • SOP - Sum of product ผลบวกของผลคูณ
  • POS - Product of sum ผลคูณของผลบวก
SOP และ POS เป็นสมการหรือฟังก์ชันลอจิก ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับสมการคณิตศาสตร์อื่น ๆ คือประกอบด้วย
  1. ตัวแปร(Input หรือ Variable) จะเขียนแทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น A, B, C, x, y, z เป็นต้น
    • ตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบปกติ เช่น A, B, C, x, y, z เป็นต้น
    • ตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบคอมพลีเมนต์ เช่น A', B', C', x', y', z' เป็นต้น
  2. ค่าคงที่(Constant) จะมีเพียงสองค่าเท่านั้น คือ 0 และ 1 ซึ่งเป็นเลขฐานสองนั่นเอง
    • ตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบปกติ เขียนแทนด้วย 1 เช่น A เขียนแทนด้วย 1 เป็นต้น
    • ตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบคอมพลีเมนต์ เขียนแทนด้วย 0 เช่น A' เขียนแทนด้วย 0 เป็นต้น
  3. ตัวดำเนินการ(Operator) มีเพียงสองตัวเท่านั้น คือ AND (•) และ OR (+)  

SOP - Sum of product ผลบวกของผลคูณ หรือเรียกว่า Minterm

  • SOP เป็นรูปแบบสมการที่ในแต่ละเทอมจะอยู่ในรูป AND และนำแต่ละเทอมมา OR กัน ( AND ก่อน OR ทีหลัง)
  • เทอมที่มีตัวแปรครบทุกตัวเรียกว่า Minterm
  • สมการที่มีทุกเทอมเป็น Minterm เรียกสมการนั้นว่า Canonical sum หรือ Standard SOP
  • ตัวอย่างสมการ SOP
    • f(A,B,C) = ABC+A'+BC'
    • f(A,B,C) = BC+A'B
    • f(A,B,C) = A+BC'
    • f(A,B,C) = ABC+A'BC+A'B'C'
  • Standard SOP
    • คือสมการแบบ SOP ที่ทุกๆเทอมของสมการจะต้องมีตัวแปรครบทุกตัวในฟังก์ชันนั้น หรือทุกเทอมเป็น Minterm
    • จะประกอบด้วยจำนวน Minterm ≤ 2n เมื่อ n คือจำนวนตัวแปรทั้งหมดของสมการหรือฟังก์ชัน
    • ตัวอย่างเช่น f(A,B,C) = A'B'C' + ABC' + ABC จะเห็นได้ว่าทุกเทอมของสมการมีตัวแปรครบทุกตัวตามฟังก์ชัน แต่ถ้ามีบางเทอมของสมการมีตัวแปรไม่ครบทุกตัว เราสามารถที่จะขยายสมการให้ครบได้โดยการคูณด้วย 1 (X+X') เข้าไป โดยที่ X คือตัวแปรที่ขาด ตัวอย่างเช่น
    f(A,B,C) = A'B'C' + AB จะเห็นได้ว่าเทอม AB ขาดตัวแปร C
  วิธีทำ f(A,B,C) = A'B'C' + AB(C+C')
               = A'B'C' + ABC + ABC'  จะได้สมการ Standard SOP
  • การเขียนสมการ SOP จากตารางค่าความจริง(Truth Table)
  A    B    C    f(A,B,C)  
0001
0011
0100
0111
1000
1011
1101
1110
    • นำค่า output ในบรรทัดที่เป็น 1 ของฟังก์ชันในตารางค่าความจริงมาเขียนเป็น Standard SOP ซึ่ง 1 แทนตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบปกติ เช่น A, B, C และ 0 แทนตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบคอมพลีเมนต์ เช่น A', B', C' ได้ดังนี้
             f(A,B,C) = A'B'C' + A'B'C + A'BC + AB'C + ABC'
  • การใช้ตัวเลขแทนสมการ SOP
เราสามารถเขียนสมการตัวเลขแทนสมการ SOP ได้โดยการกำหนดเครื่องหมาย ∑ เข้ากับกลุ่มตัวเลขประจำบรรทัดของตารางความจริงในช่องที่มี output เป็น 1 ตัวอย่างเช่น
  A    B    C    f(A,B,C)  
0001
0010
0100
0111
1001
1010
1101
1111
   f(A,B,C) = A'B'C' + A'BC + AB'C' + ABC' + ABC
            = 000    + 011  + 100   + 110  + 111
            =  0        3      4       6      7
   f(A,B,C) = ∑(0,3,4,6,7)

POS - Product of sum ผลคูณของผลบวก หรือเรียกว่า Maxterm

  • POS เป็นรูปแบบสมการที่ในแต่ละเทอมจะอยู่ในรูป OR และนำแต่ละเทอมมา AND กัน ( OR ก่อน AND ทีหลัง)
  • เทอมที่มีตัวแปรครบทุกตัวเรียกว่า Maxterm
  • สมการที่มีทุกเทอมเป็น Maxterm เรียกสมการนั้นว่า Canonical product หรือ Standard POS
  • ตัวอย่างสมการ POS
    • f(A,B,C) = (A+B+C)(A+B+C')(A+B)
    • f(A,B,C) = (B+C)(A'+B)
    • f(A,B,C) = (A+B)(A'+C')(B')
    • f(A,B,C) = (A+B+C)(A'+B+C)(A'+B'+C')
  • Standard POS
    • คือสมการแบบ POS ที่ทุกๆเทอมของสมการจะต้องมีตัวแปรครบทุกตัวในฟังก์ชันนั้น หรือทุกเทอมเป็น Maxterm
    • จะประกอบด้วยจำนวน Maxterm ≤ 2nเมื่อ n คือจำนวนตัวแปรทั้งหมดของสมการหรือฟังก์ชัน
    • ตัวอย่างเช่น f(A,B,C) = (A'+B'+C')(A+B+C')(A+B+C) จะเห็นได้ว่าทุกเทอมของสมการมีตัวแปรครบทุกตัวตามฟังก์ชัน แต่ถ้ามีบางเทอมของสมการมีตัวแปรไม่ครบทุกตัว เราสามารถที่จะขยายสมการให้ครบได้โดยการบวกด้วย 0 (X•X') เข้าไป โดยที่ X คือตัวแปรที่ขาด ตัวอย่างเช่น
      f(A,B,C) = (A'+B'+C')(A+B) จะเห็นได้ว่าเทอม AB ขาดตัวแปร C
   วิธีทำ f(A,B,C) = (A'+B'+C')(A+B+(C•C'))
                = (A'+B'+C')(A+B+C)(A+B+C')  จะได้สมการ Standard POS
  • การเขียนสมการ POS จากตารางค่าความจริง(Truth Table)
  A    B    C    f(A,B,C)  
0001
0011
0100
0111
1000
1011
1101
1110
    • นำค่า output ในบรรทัดที่เป็น 0 ของฟังก์ชันในตารางค่าความจริงมาเขียนเป็น Standard POS ซึ่ง 0 แทนตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบปกติ เช่น A, B, C และ 1 แทนตัวแปรที่อยู่ในรูปแบบคอมพลีเมนต์ เช่น A', B', C' ได้ดังนี้
            f(A,B,C) = (A+B'+C)(A'+B+C)(A'+B'+C')
  • การใช้ตัวเลขแทนสมการ POS
เราสามารถเขียนสมการตัวเลขแทนสมการ POS ได้โดยการกำหนดเครื่องหมาย π เข้ากับกลุ่มตัวเลขประจำบรรทัดของตารางความจริงในช่องที่มี output เป็น 0 ตัวอย่างเช่น
  A    B    C    f(A,B,C)  
0000
0010
0101
0110
1000
1011
1101
1110
   f(A,B,C) = (A'+B'+C')(A'+B+C)(A+B'+C')(A+B+C')(A+B+C)
            =    111      100      011      001    000
            =     7        4        3        1      0
   f(A,B,C) = π(0,1,3,4,7)

Convert SOP to POS

  • ทำสมการ SOP ให้เป็น Standard SOP
  • หาจำนวนเทอมสูงสุดของสมการ = 2nเมื่อ n คือจำนวนตัวแปรทั้งหมดของสมการหรือฟังก์ชัน หาจำนวน Maxterm ของสมการ POS ซึ่งเท่ากับ 2n - จำนวน Minterm
  • แปลงรูประหว่าง Minterm ไปเป็น Maxterm โดยใช้สูตร
   f(ตัวแปร n ตัว) = ∑(ตัวเลขประจำบรรทัดของสมการ SOP 2n ตัว)
              = π(ตัวเลขประจำบรรทัดของสมการ SOP 2n ตัว)'
  • ตัวอย่างเช่น
   f(A,B,C) = A'B'C +  A'BC + ABC
          = 001      011    111
          =  1        3      7
          = ∑(1,3,7)
          = π(1,3,7)'
          = π(0,2,4,5,6 )
          =   000    010      100     101      110
          = (A+B+C)(A+B'+C)(A'+B+C)(A'+B+C')(A'+B'+C)

Convert POS to SOP

  • ทำสมการ POS ให้เป็น Standard POS
  • หาจำนวนเทอมสูงสุดของสมการ = 2nเมื่อ n คือจำนวนตัวแปรทั้งหมดของสมการหรือฟังก์ชัน หาจำนวน Minterm ของสมการ SOP ซึ่งเท่ากับ 2n - จำนวน Maxterm
  • แปลงรูประหว่าง Maxterm ไปเป็น Minterm โดยใช้สูตร
   f(ตัวแปร n ตัว)  = π(ตัวเลขประจำบรรทัดของสมการ POS 2n ตัว)
               = ∑(ตัวเลขประจำบรรทัดของสมการ POS 2n ตัว)'
  • ตัวอย่างเช่น
   f(A,B,C) = (A+B+C)(A+B'+C)(A'+B+C)(A'+B+C')(A'+B'+C)
          =   000    010      100     101      110
          =    0      2        4       5        6
          = π(0,2,4,5,6)
          = ∑(0,2,4,5,6)'
          = ∑(1,3,7)
          =  001     011    111
          = A'B'C +  A'BC + ABC
   BY          http://th.wikipedia.org/wiki/POS_และ_SOP

แผนผังคาร์นอจ์และวงจรคอมบิเนชั่น

แผนผังคาร์นอจ์และวงจรคอมบิเนชั่น

ในการลดรูปสมการบูลีนด้วยทฤษฎีบทต่าง ๆ นั้น ในสมการบางสมการเราสามารถลดรูปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ในสมการบางลักษณะจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ในการมองสมการเนื่องจากอาจจะต้องมีการใช้เทอมต่าง ๆ ร่วมกัน หรืออาจต้องสร้างเทอมขึ้นมาเพิ่มเติม จึงจะลอรูปสมการให้สั้นที่สุดได้ จึงมีผู้คิดค้นวิธีการลดรูปสมการโดยการปรับปรุงตารางความจริงเป็นตารางลักษณะเฉพาะของตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งผู้คิดค้นคนแรกคือ วิทช์ (Veitchและถูกดัดแปลงโดยคาร์นอจ์ (Karnaughซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า แผนภาพวิทช์ (Veitch diagram) หรือนิยมเรียกกันว่า คาร์นอจ์แม็พ (Karnaugh map)

คาร์นอจ์แม็พ (Karnaugh map)
                แผนผังคาร์นอจ์ จะเป็นรูปแบบหนึ่งของตารางความจริง โดยจะมีลักษณะของพื้นผิวลักษณะเป็นทรงกลม แต่ในการเขียนจะเขียนเป็นแผนภาพที่ประกอบด้วยสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลาย ๆ ช่อง โดยมีจำนวนช่องเท่ากับ 2n ช่อง โดย คือจำนวนตัวแปรในฟังก์ชั่น สี่เหลี่ยมแต่ละช่องจะแทนตารางความจริงในหนึ่งแถว ซึ่งอาจจะเป็น mimterm หรือmaxterm หนึ่งเทอมก็ได้ แล้วแต่การพิจารณาของเรา ซึ่งค่าที่จะปรากฏอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมต่าง ๆ ก็คือ ส่วนที่เป็น output ของวงจรลอจิกที่ต้องการนั่นเอง โดยมีการกำหนดค่า input ของตัวแปรในแนวต่าง ๆ บริเวณนอกตาราง

คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร
คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร จะประกอบด้วยช่องของสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่าง ๆ จำนวน 22 ช่อง หรือ ช่อง แต่ละช่องจะแทนเทอมต่าง ๆ ในรูปแบบของ minterm  หรือ  maxterm  ซึ่งมีลักษณะของแผนภาพดังที่แสดงในรูปที่ 5.1 ซึ่งจะเห็นว่า แผนภาพคาร์นอจ์นั้น ในแนวคอลัมน์ (column) จะกำหนดค่าตัวแปร input ของ  A ส่วนในแนวของแถว(row) จะกำหนดค่าตัวแปร input ของ โดยในรูปที่ 5.2 จะแสดงการแทนค่าของตัวแปรในรูปแบบของ minterm  และ  maxterm

รูปที่ 5.1 คาร์นอจ์แม็พ 2  ตัวแปร

รูปที่ 5.2 แสดงค่าของตัวแปรในคาร์นอจ์แม็พ

คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร
คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร จะประกอบด้วยช่องของสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่าง ๆ จำนวน 23 ช่อง หรือ ช่อง แต่ละช่องจะแทนเทอมต่าง ๆ ในรูปแบบของ minterm  หรือ  maxterm เช่นกัน ซึ่งมีลักษณะของแผนภาพดังที่แสดงในรูปที่ 5.3 แต่จะในส่วนของการกำหนดค่าตัวแปรในแนวคอลัมน์หรือแนวแถว จะมีหนึ่งแนวที่จะต้องแทนค่าของตัวแปรมากกว่า ตัวแปร ซึ่งจะสังเกตเห็นว่าแนวที่มีการแทนตัวแปรมากกว่า ตัวแปรจะมีการเรียงค่าที่ไม่เป็นไปตามเลขฐานสอง แต่จะเป็นการเรียงค่าในลักษณะของรหัสเกรย์ คือ 00, 01, 11, 10
รูปที่ 5.3 คาร์นอจ์แม็พ 3  ตัวแปร

คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร
คาร์นอจ์แม็พ ตัวแปร จะประกอบด้วยช่องของสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่าง ๆ จำนวน 24 ช่อง หรือ 16 ช่อง แต่ละช่องจะแทนเทอมต่าง ๆ ในรูปแบบของ minterm  หรือ  maxterm เช่นกัน ซึ่งมีลักษณะของแผนภาพดังที่แสดงในรูปที่ 5.4 ซึ่งในส่วนของการกำหนดค่าตัวแปรในแนวคอลัมน์หรือแนวแถว จะต้องแทนค่าของตัวแปรมากกว่า ตัวแปร โดยจะมีการเรียงค่าของตัวแปรในแนวต่าง ๆ ตามลักษณะของรหัสเกรย์ คือ 00, 01, 11, 10 เช่นกัน
รูปที่ 5.4 คาร์นอจ์แม็พ 4  ตัวแปร

การใช้คาร์นอจ์แม็พในการลดรูปสมการบูลีน
                การใช้คาร์นอจ์แม็พในการลดรูปสมการบูลีนนั้น มีหลักสำคัญดังนี้
1)      เขียนตารางของคาร์นอจ์แม็พตามจำนวนของตัวแปร
2)      ตัดสินใจเลือกว่าจะใช้เทอมในลักษณะของ minterm หรือ maxterm
3)      ใส่ค่าของ output ลงในช่องต่าง ๆ ของคาร์นอจ์แม็พ โดยถ้าต้องการพิจารณาแบบ minterm ให้ใส่เฉพาะช่องที่เป็น แต่ถ้าต้องการพิจารณาแบบ maxterm ให้ใส่เฉพาะช่องที่เป็น 0
4)      จับกลุ่มช่องที่อยู่ติดกันในลักษณะประชิด (Looping) เฉพาะช่องที่เราสนใจ โดยในแต่ละกลุ่มจะต้องมีสมาชิกในกลุ่มที่ติดกันจำนวน n ช่อง คือ 1 , 2 , 4 , 8 , 16 ช่อง โดยพยายามให้ในแต่ละกลุ่มมีสมาชิกมากที่สุด สมาชิกของช่องใดที่เข้ากลุ่มแล้วสามารถเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นได้อีก
5)      ดำเนินการหาผลลัพธ์ของในแต่ละกลุ่ม โดยในกลุ่มให้พิจารณาตัวแปรของแต่ละช่องของสมาชิกว่ามีตัวแปรซ้ำกันทุกช่องหรือไม่ ตัวแปรใดที่มีซ้ำกันทุกช่องก็จะเป็นคำตอบของกลุ่มนั้น ๆ โดยกลุ่มยิ่งใหญ่จะเหลือตัวแปรน้อยกว่า นั่นคือ กลุ่มที่มีสมาชิกจำนวน 2n ช่อง ตัวแปรจะถูกตัดไป ตัว
ัวอย่างที่ จงลดรูปสมการต่อไปนี้
ก)                       
)
                


วิธีทำ

                )
                \          
                )
 
\                                

 Don’t care term
                ในการออกแบบวงจรลอจิกจากตารางความจริงที่ต้องการในบางครั้ง อาจจะมีการใช้อินพุตไม่ครบทุกแถวของตารางความจริง เช่นในกรณีที่อินพุตเป็นรหัส BCD ที่ใช้แทนเลขฐานสิบ จะเห็นง่าจำเป็นต้องใช้อินพุตจำนวน บิต ซึ่งสามารถแทนจำนวนแถวทั้งหมดได้ 16 แถว แต่ในกรณีนี้เป็นรหัส BCD จะต้องการอินพุตที่เป็นได้เพียง 10แถวนั่นเอง ฉะนั้นอินพุตอื่น ๆ ที่ไม่เป็นรหัส BCD จะต้องควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นซึ่งจะได้ศึกษากันต่อไป ส่วนเอาท์พุตของสถานะอินพุตที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เราสามารถนำมาใช้ช่วยในการลดรูปสมการบูลีนได้ โดยจะช่วยในการจับกลุ่มของสมาชิกในลูปต่าง ๆ ของคาร์นอจ์แม็พให้ใหญ่ขึ้นได้ เนื่องจากเอาท์พุตต่าง ๆ เหล่านี้ จะให้เป็นลอจิก “0”หรือ “1” ก็ได้ไม่มีผลต่อภาพโดยรวมซึ่งเป็นงานที่ต้องการ ซึ่งเอาท์พุตที่เป็นเอาท์พุตในลักษณะนี้เราเรียกว่า Don’t care term ซึ่งสามารถเขียนแทนด้วย หรือ x

ตัวอย่างที่ 5.2 จงเขียน Logic Diagram จาก Truth table ต่อไปนี้
INPUT
BCD-8421
OUTPUT
A
B
C
D
F
0
0
0
0
1
0
0
0
1
0
0
0
1
0
0
0
0
1
1
0
0
1
0
0
1
0
1
0
1
0
0
1
1
0
1
0
1
1
1
1
1
0
0
0
1
1
0
0
1
1

วิธีทำ
                นำค่าต่าง ๆ จากตารางความจริงมาเขียนแผนผังคาร์นอจ์ได้ดังนี้


วงจรลอจิกหลายเอาต์พุต
                ในการออกแบบวงจรลอจิกในบางกรณีจำเป็นที่ต้องการเอาต์พุตมากกว่าหนึ่งเอาต์พุตแต่ใช้ตัวแปรที่เป็นอินพุตชุดเดียวกัน ตัวอย่างของวงจรในลักษณะนี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดได้แก่ วงจรลอจิกที่ทำหน้าที่เปลี่ยนรหัสต่าง ๆ จากรหัสชนิดหนึ่งเป็นรหัสอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งในการออกแบบให้แยกคิดทีละเอาต์พุต ซึ่งจะได้สมการบูลีนตามจำนวนของเอาต์พุต จากนั้นนำสมการบูลีนที่ได้ของแต่ละเอาต์พุตมาเขียนเป็น Logic Diagram ซึ่งต่อเข้ากับอินพุตชุดเดียวกัน

   BY
             http://kampol.htc.ac.th/web1/subject/digital_tech/sheet/digit5.htm

วงจรแลตช์ (Latch)

วงจรแลตช์ (Latch)

เป็นกลุ่มของวงจร D F/F ที่ทำหน้าที่เก็บสภาวะโลจิกไว้สำหรับติดต่อกับภายนอก วงจร Latch มีหลายเบอร์เช่น 74LS373, 74LS374, 74LS377
Latch.jpg
แสดงตารางค่าความจริง และวงจรของ วงจรแล็ช (Latch)
(ก) สัญลักษณ์ของวงจร
(ข) ตารางความจริง

อาร์เอสแลตช์ (RS latch)

อาร์เอสแลตช์ (RS Latch) เป็นวงจรลำดับเบื้องต้น มีลักษณะเป็นแลตซ์ที่มีสามอินพุตคือ R (รีเซต:Reset) S (เซ็ต:set) และ enable แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
  • นอร์แลตช์ (nor latch)
  • แนนด์แลตช์ (nand latch)

นอร์แลตช์ (NOR Gate Latch)

เป็น SR Latch ที่ทำจาก NOR gate ขาอินพุต S คือ Set ส่วนขาอินพุต R คือขา Reset และมีเอาต์พุต 2 เอาต์พุต คือ Q และ ดังแสดงในวงจร
Latch2.jpg
Latch3.jpg
อธิบายการทำงานจากตารางความจริง
1. ในขณะที่ Q และ มีสถานะเดิมเป็นอะไรก็ได้ เมื่อให้ S=1 และ R=0 จะทำให้ Q=1และ =0 ทันที ในขณะเดียวกันถ้าเปลี่ยนให้ S=0 และ R ยังเป็น 0 เหมือนเดิม เอาต์พุตยังคงเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง คือ Q=1 และ =0 นั่นคือการเก็บข้อมูลเดิม (Store) นั่นเอง และอินพุทที่ทำให้ Q=1 ก็คือ S=1 และ R=0 สถานะนี้เรียกว่าสถานะ SET
การ SET คือการทำให้ Q=1
2. ในขณะที่ Q และ มีสถานะเดิมเป็นอะไรก็ได้ เมื่อให้ S=0 และ R=1 จะทำให้ Q=0 และ =1 ทันที ในขณะเดียวกันถ้าเปลี่ยนให้ R=0 และ S ยังเป็น 0 เหมือนเดิม เอาต์พุตยังคงเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง คือ Q=0 และ =1 นั่นคือการเก็บข้อมูลเดิม (Store) นั่นเอง และอินพุทที่ทำให้ Q=0 ก็คือ S=0 และ R=1 สถานะนี้เรียกว่าสถานะ RESET
การ RESET คือการทำให้ Q=0
3. ในขณะที่ Q และ มีสถานะเดิมเป็นอะไรก็ได้ เมื่อให้ S=1 และ R=1 จะทำให้ Q=0 และ =0 ทันที สถานะดังกล่าวไม่ใช่คุณสมบัติของ ฟลิบฟลอบ ดังกล่าวมาแล้ว (ฟลิบฟลอบมีมีค่าลอจิกเอาต์พุตตรงข้ามกัน) สถานะนี้จึงเป็นสถานะที่ไม่พึงประสงค์ หรือห้ามใช้
Latch4.jpg

แนนด์แลตซ์ (NAND Gate Latch)

Latch5.jpg

ดีแลตช์

ดีแลตช์ (D Latch) เป็นแลตช์ที่ทำงานเลียนแบบดีฟลิปฟล็อป ซึ่งได้ใช้น้อย เพราะการทำงานแบบแลตช์จะทำให้บันทึกค่านานเกินไป Latch6.jpg

   BY   
         http://th.wikipedia.org/wiki/แลตช์_(อิเล็กทรอนิกส์)

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Loigc gate smybol & Truth table

Loigc gate smybol  &  Truth table

TypeDistinctive shape
(IEEE Std 91/91a-1991)
Rectangular shape
(IEEE Std 91/91a-1991
IEC 60617-12 : 1997)
Boolean algebra between A & BTruth table
ANDAND symbolAND symbolA \cdot B or A & B
INPUTOUTPUT
ABA AND B
000
010
100
111
OROR symbolOR symbolA+B
INPUTOUTPUT
ABA OR B
000
011
101
111
NOTNOT symbolNOT symbol\overline{A} or ~A
INPUTOUTPUT
ANOT A
01
10

NANDNAND symbolNAND symbol\overline{A \cdot B} or A | B
INPUTOUTPUT
ABA NAND B
001
011
101
110
NORNOR symbolNOR symbol\overline{A + B} or A - B
INPUTOUTPUT
ABA NOR B
001
010
100
110
XORXOR symbolXOR symbolA \oplus B
INPUTOUTPUT
ABA XOR B
000
011
101
110
XNORXNOR symbolXNOR symbol\overline{A \oplus B} or {A \odot B}
INPUTOUTPUT
ABA XNOR B
001
010
100
111

By....http://en.wikipedia.org/wiki/Logic_gate